"กระทรวงการคลัง" เผยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 แล้ว โดยมีรูปแบบและความคุ้มครองเช่นเดียวกับปีการผลิต 2563 แต่มีการปรับอัตราเบี้ยประกันภัยลดลง ด้าน "สำนักงาน คปภ." ลงนามอนุมัติ 4 แบบกรมธรรม์เพิ่มภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรชาวนาไทยทันที

     กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี (โครงการฯ) ปีการผลิต 2564 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยการดำเนินโครงการฯ ปีการผลิต 2564 มีรูปแบบและความคุ้มครองเช่นเดียวกับปีการผลิต 2563 และมีการปรับอัตราเบี้ยประกันภัยลดลง กล่าวคือ 

     1. ปรับอัตราเบี้ยประกันภัยลดลงสำหรับการประกันภัยพื้นฐานในส่วนที่ 1 (Tier 1) โครงการฯ ปีการผลิต 2564 ซึ่งมีอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 96 บาท/ไร่(ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ลดลงจากโครงการฯ ปีการผลิต 2563 ที่มีอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับลูกค้า ธ.ก.ส. 97 บาท/ไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีพื้นที่เป้าหมาย จำนวนไม่เกิน 28 ล้านไร่ ซึ่งจะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยจากภาครัฐ 58 บาท และลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. จะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยจาก ธ.ก.ส. อีก 38 บาท

     2. ปรับอัตราเบี้ยประกันภัยลดลงสำหรับเขตพื้นที่ความเสี่ยงต่ำในส่วน Tier 1 ซึ่งมีอัตราเบี้ยประกันภัย 55 บาท/ไร่ ลดลงจากโครงการฯ ปีการผลิต 2563 ที่มีอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 58 บาท/ไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย จำนวนไม่เกิน 16 ล้านไร่ สำหรับเขตพื้นที่ความเสี่ยงปานกลาง และสูงยังคงราคาเดิม คือ 210 บาท/ไร่ และ 230 บาท/ไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย จำนวนไม่เกิน 1 ล้านไร่ ซึ่งจะได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันภัยจากภาครัฐ 55 บาท

     3. อัตราเบี้ยประกันภัยภาคสมัครใจ (Tier 2) สำหรับเกษตรกรสามารถขอเอาประกันภัยเพิ่มเติมได้เมื่อเอาประกันภัยในส่วน Tier 1 แล้ว โดยแบ่งอัตราค่าเบี้ยประกันภัยเป็น 3 อัตรา ตามระดับความเสี่ยงภัยในแต่ละพื้นที่ คือ 24 48 และ 101 บาท/ไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย จำนวนไม่เกิน 1 ล้านไร่ เช่นเดียวกับปีก่อน

     4. วงเงินความคุ้มครองคงเดิม คือ วงเงินความคุ้มครองสำหรับ Tier 1 อยู่ที่ 1,260 บาท/ไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก, ภัยแล้งฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง, ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น, ภัยอากาศหนาว หรือน้ำค้างแข็งลูกเห็บ, ไฟไหม้, ช้างป่า สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด อยู่ที่ 630 บาท/ไร่ และวงเงินความคุ้มครองสำหรับ Tier 2 อยู่ที่ 240 บาท/ไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท และสำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด อยู่ที่ 120 บาท/ไร่

     5. ระยะเวลาขายกรมธรรม์ประกันภัย กำหนดวันเริ่มจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบโครงการฯ และกำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์แตกต่างกันตามภูมิภาค คือ

     1) ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลุ่มที่ 1) จำนวน 42 จังหวัดกำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2564

     2) ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กลุ่มที่ 2) จำนวน 16 จังหวัด กำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2564

     3) ภาคตะวันตก จำนวน 5 จังหวัด กำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2564

     4) ภาคใต้ จำนวน 14 จังหวัดกำหนดวันสิ้นสุดการขายกรมธรรม์ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2564

     ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถซื้อกรมธรรม์ประกันภัยได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา

     ด้าน ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 เห็นชอบหลักการการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากปี 2563 เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปี ได้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และภัยจากศัตรูพืช หรือโรคระบาด ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดเป้าหมายสูงสุด 46 ล้านไร่ และภาครัฐให้การอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย จำนวนเงิน 2,936 ล้านบาท โดยมติครม. ดังกล่าว ได้มอบหมายให้สำนักงาน คปภ. ปรับปรุงอัตราเบี้ยประกันภัย รวมทั้งอนุมัติกรมธรรม์และอัตราเบี้ยประกันภัยให้แล้วเสร็จและสามารถเริ่มรับประกันภัยในปีการผลิต 2564 ได้ทันที ภายหลังคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการฯ ปีการผลิต 2564 และดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนประชาสัมพันธ์โครงการฯ ปีการผลิต 2564 ในภาพรวมและเชิงรุกร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง

     สำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ได้เตรียมความพร้อมและเดินหน้าสานต่อโครงการฯ ปีการผลิต 2564 ตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว โดยปีนี้กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปีมีรูปแบบเหมือนกับกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2563 แต่มีการปรับลดเบี้ยประกันภัยลง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรชาวนา ในสถานการณ์โควิด-19 โดยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ตนในฐานะนายทะเบียนได้ลงนามให้ความเห็นชอบแบบ ข้อความ และอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 4 แบบกรมธรรม์ ดังนี้ 

     แบบที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เพื่อกลุ่มลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 

     แบบที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เพื่อกลุ่มเกษตรกรพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ 

     แบบที่ 3 กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์)  

     แบบที่ 4 กรมธรรม์ประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 สำหรับกลุ่มเกษตรกรรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ส่วนเพิ่ม

     กรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 แบบ ให้ความคุ้มครองความเสียหายจากภัย 2 หมวด ดังนี้

     หมวดที่ 1 ภัยน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากช้างป่า โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน อยู่ที่ 1,260 บาทต่อไร่ และส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 240 บาทต่อไร่ 

     หมวดที่ 2 ภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยแยกความคุ้มครองเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน อยู่ที่ 630 บาทต่อไร่ ส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม อยู่ที่ 120 บาทต่อไร่ โดยภัยดังกล่าวผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีการประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น เกษตรกรที่ทำประกันภัยโดยเลือกซื้อความคุ้มครองทั้งส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ในคราวเดียวกันของหมวดที่ 1 จะได้รับ  ความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 1,500 บาทต่อไร่ และหมวดที่ 2 จะได้รับความคุ้มครองรวมอยู่ที่ 750 บาทต่อไร่ โดยมีค่าเบี้ยประกันภัยและสัดส่วนการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย รวมค่าอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่มของรัฐบาล ดังนี้  

     สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. จะจ่ายเบี้ยประกันภัย (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน 96 บาทต่อไร่ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลอุดหนุน 58 บาทต่อไร่ และ ธ.ก.ส. อุดหนุนอีก 38 บาทต่อไร่ 

     ส่วนเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มเอง และเกษตรกรทั่วไป จะจ่ายตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ในส่วนที่ 1 ความคุ้มครองพื้นฐาน ถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ จ่ายเบี้ยประกันภัย 55 บาทต่อไร่ รัฐบาลอุดหนุนทั้งหมด 55 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง จ่ายเบี้ยประกันภัย 210 บาทต่อไร่ รัฐบาลอุดหนุน 58 บาทต่อไร่ ส่วนที่เหลือเกษตรกรจ่ายเอง 152 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง จ่ายเบี้ยประกันภัย 230 บาทต่อไร่ รัฐบาลอุดหนุน 58 บาทต่อไร่ เกษตรกรจ่ายเอง 172 บาทต่อไร่ สำหรับเบี้ยประกันภัยในส่วนที่ 2 ความคุ้มครองส่วนเพิ่ม เกษตรกรจะจ่ายเบี้ยประกันภัยเองทั้งหมดตามพื้นที่ความเสี่ยงภัย ถ้าเป็นพื้นที่สีเขียวมีความเสี่ยงภัยต่ำ จ่ายเบี้ยประกันภัย 24 บาทต่อไร่ พื้นที่สีเหลืองมีความเสี่ยงภัยปานกลาง จ่ายเบี้ยประกันภัย 48 บาทต่อไร่ และพื้นที่สีแดงมีความเสี่ยงภัยสูง จ่ายเบี้ยประกันภัย 101 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม)

      ทั้งนี้ มีบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการฯ ปีการผลิต 2564 จำนวน 16 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันส์ จำกัด สาขาประเทศไทย, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยเริ่มรับประกันภัยในปีการผลิต 2564 ได้ทันทีภายหลังคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบโครงการฯ และวันสิ้นสุดการขาย จะแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ คือ วันที่ 30 เมษายน 2564 วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 และวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้วันที่ 31 ธันวาคม 2564 

     เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรชาวนา เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามโครงการฯ ปีการผลิต 2564 สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดทำโครงการ “อบรมความรู้ประกันภัย Training for the Trainers” สำหรับการประกันภัยข้าวนาปีต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปีนี้จะมีการลงพื้นที่ให้ความรู้ จำนวน 5 ครั้ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร อุตรดิตถ์ ลำปาง อำนาจเจริญ และ ชัยภูมิ ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการฉีดวัคซีนป้องกันให้กับประชาชนบางส่วนแล้ว รวมถึงภาครัฐได้ผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ตามมา สำนักงาน คปภ. จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อลงพื้นที่ให้ความรู้แบบคู่ขนาน โดยการบรรยายจากวิทยากร 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการเกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

     นอกจากนี้ ได้ดำเนินการผลิตสื่อความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรชาวนาสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เช่น การจัดทำสื่อความรู้และประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ คู่มือประกอบการอบรม การจัดทำสื่อวีดิทัศน์ในรูปแบบกราฟฟิกเคลื่อนไหว (Motion graphic) การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร (influencer) ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ การจัดทำสื่อความรู้ในรูปแบบคลิปเสียง การจัดทำข้อมูลความรู้เพื่อเผยแพร่ผ่าน Mobile Application “กูรูประกันข้าว” บนอุปกรณ์สมาร์ทโฟน รวมถึงการผลิตสื่อดิจิทัล ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์ Web-site YouTube โดยจะได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่สื่อความรู้ต่าง ๆ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงเกษตรกรชาวนาให้มากที่สุด 

     “สำนักงาน คปภ. มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวนาไทยให้มีความมั่นคง เนื่องจากอาชีพทำนามีความเสี่ยงสูง เพราะต้องพึ่งพิงปัจจัยทางธรรมชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 จึงจำเป็นต้องมีระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนเกษตรกรชาวนาทุกคนให้ความสำคัญกับการทำประกันภัยข้าวนาปี ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย